10 ข้อควรรู้ ก่อนเลือกใช้ครีมกันแดด

Posted by arenas 15/09/2014 0 Comment(s) Traveling,New Products,

 

แสงแดดที่มากเกินไป นอกจากทำให้เกิดผิวแดงไหม้ หรือผิวคล้ำแล้ว ยังเป็นปัจจัยกระตุ้นทำให้เกิดโรคผิวหนังอื่น ๆ

คงปฏิเสธไม่ได้ค่ะ ว่าฤดูร้อนเมืองไทยตอนนี้อากาศร้อนมากถึงมากที่สุด และช่วงปลายเดือนเมษายนของทุกปี ก็ถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ร้อนที่สุดของเมืองไทย เพราะดวงอาทิตย์อยู่ตั้งฉากกับประเทศไทย อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เรามีสุขภาพผิวที่ดี จึงจำเป็นต้องมีวิธีดูแลผิวพรรณของเราเป็นพิเศษเพื่อให้สวยและปลอดภัยนะคะ 

แสงแดดที่มากเกินไป นอกจากทำให้เกิดผิวแดงไหม้ หรือผิวคล้ำแล้ว ยังเป็นปัจจัยกระตุ้นทำให้เกิดโรคผิวหนังอื่น ๆ เช่น ฝ้า กระแดด และผิวหนังแก่ก่อนวัยอันควรได้ ทำให้ครีมกันแดดถือได้ว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้สิ่งหนึ่งเลยทีเดียว ดังนั้น เราควรจะมีวิธีเลือกใช้ครีมกันแดดอย่างเหมาะสม ดังนี้ 

 

1. ครีมกันแดด จะมีสารที่ช่วยกรองแสงแดดในช่วงบางความยาวคลื่นไม่ให้ผ่านได้ หรือผ่านได้บางส่วน ไม่ได้ปกป้องแสงทั้งหมด 

2. SPF (เอสพีเอฟ) เป็นค่าที่บอกถึงประสิทธิภาพของครีมกันแดดในการป้องกันรังสีอัลตร้าไวโอเลตบี (ยูวีบี) ว่าได้มากกว่าปกติกี่เท่า เช่น SPF 30 หมายถึง ถ้าในคนปกติจะมีอาการแดงเมื่อตากแดดมาแล้วเป็นเวลา 15 นาที แต่เมื่อใช้ครีมกันแดดที่มี SPF 30 จะแดงเมื่อตากแดดต่อเนื่องเป็นเวลา 15x30=450 นาที อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติจริง แสงแดดมีความแรงไม่สม่ำเสมอ รวมทั้งการเสียดสี และเหงื่อทำให้ค่าความสามารถในการป้องกันแสงต่ำกว่าค่าที่ได้จากห้องทดลอง จึงแนะนำให้ทาครีมกันแดดซ้ำมากกว่า 1 รอบเพื่อให้มีประสิทธิภาพดี 

3. PPD (พีพีดี) เปรียบได้เสมือน SPF กล่าวคือ เป็นการบอกประสิทธิภาพของครีมกันแดดว่าสามารถป้องกันรังสีอัลตร้าไวโอเลตเอ ได้กี่เท่าเมื่อเทียบกับผิวปกติ เช่น PPD 8 คือบริเวณที่ทาครีมกันแดดจะเกิดผิวคล้ำขึ้นได้ช้ากว่าผิวปกติ 8 เท่า 

4. PA (พีเอ) เป็นอีกระบบหนึ่ง ในการบอกประสิทธิภาพของครีมกันแดดในการป้องกันรังสีอัลตร้าไวโอเลตเอ ซึ่งเป็นระบบที่ใช้มากในเอเชีย แบ่งเป็น PA หนึ่งบวก (+),PA สองบวก (++) และ PA สามบวก (+++)โดย PA หนึ่งบวก(+) จะสามารถป้องกันรังสีอัลตร้าไวโอเลตเอ 2-4 เท่า PA สองบวก (++)จะสามารถป้องกันรังสีอัลตร้าไวโอเลตเอได้ 4-8 เท่า และ PA สามบวก(+++) จะสามารถป้องกันรังสีอัลตร้าไวโอเลตเอได้มากกว่า 8 เท่า 

5. ควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่สามารถป้องกันได้ทั้งแสงอัลตร้าไวโอเลตเอ และแสงอัลตร้าไวโอเลตบี โดยทั่วไปแนะนำให้ใช้ครีมกันแดดที่มี SPF 30 ขึ้นไป และมีพีเอสองบวกถึงสามบวก (++ ถึง +++) 

6. ควรทาครีมกันแดดให้หนาพอสมควร ปริมาณครีมกันแดดที่เหมาะสมคือ 2 มิลลิกรัมต่อตารางเซนติเมตรโดยทั่วไป สำหรับหน้าและคอ ปริมาณครีมกันแดดที่เหมาะสมคือ 2 ช้อนชา หรือประมาณ 2 ข้อนิ้วมือ อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติมักทำได้ยาก จึงแนะนำให้ทาครีมกันแดด 2 รอบ โดยแต่ละรอบใช้ครีมกันแดดปริมาณประมาณ 1 ข้อนิ้วมือแทน 

7. ควรทาครีมกันแดดอย่างน้อย 15-20 นาทีก่อนไปสัมผัสแดด 

8. ควรทาครีมกันแดดซ้ำทุก 2-4 ชั่วโมงเพื่อให้ประสิทธิภาพของครีมกันแดดยังคงทนอยู่ได้อย่างดี

9. ควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีความสามารถในการกันน้ำได้ระดับ water-resistant (วอเตอร์-รีซิสแทนต์) 

10. โดยทั่วไป ไม่แนะนำให้ทาครีมกันแดดในเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 6 เดือนนอกจากการทาครีมกันแดดแล้ว ควรหลีกเลี่ยงแดดในช่วงเวลา 10.00-15.00 น. ด้วย เพราะเป็นช่วงที่ได้รับแสงอาทิตย์โดยตรง และการสวมหมวกปีกกว้าง ที่มากกว่า 7.5 เซนติเมตร การใส่แว่นกันแดด การถือร่ม การใส่เสื้อผ้าแขนยาวสีเข้ม ก็จะเป็นการปกป้องแสงแดดที่ดีอีกวิธีหนึ่ง ที่ควรทำควบคู่ไปกับการทาครีมกันแดด 

 

เมื่อทราบเช่นนี้แล้ว ก็หวังว่าคนไทยทุกคนจะมีความสุข และมีสุขภาพผิวดีต่อสู้กับแดดที่ร้อนแรงของเมืองไทยไปได้ตลอดๆนะคะ

 

CR : อ.พญ.เปรมจิต จันทองจีน 
แผนกผิวหนังและเลเซอร์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ 
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ป้ายกำกับ: ครีมกันแดด spf

Write a Comment